ชาวตลาดริมน้ำพยุหะฯ
“ชาวตลาดริมน้ำพยุหะฯ นครสวรรค์” รวมตัวฮึ่มเทศบาล ลั่นกลั่นแกล้งสั่งรื้อบ้าน-ปรับนับล้าน วอนบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม
วันที่ 2 มีนาคม 2569 ชาวชุมชนตลาดริมน้ำพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ รวมตัวกันบริเวณบ้านเลขที่ 27 หมู่ 5 ต.พยุหะ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนางสาวทัศย์ณีวรรณ รัตนพราวและนางวิลาวรรณ รัตนพราว อายุ 57 ปี เจ้าของบ้าน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 69 ที่ผ่านมา
โดยพวกเธอถูกอดีตนายกเทศมนตรีพยุหะแจ้งความดำเนินคดีฐานก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตและออกคำสั่งให้รื้อถอนบ้านเพียงหลังเดียว ทั้งที่บริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีบุคคลอื่นปลูกอาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่หลายหลัง ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นและได้รับความเดือดร้อนมานานกว่า 10 ปีและต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงินนับล้านบาท
ด้านชาวตลาดริมน้ำพยุหะบางคนได้ชูป้ายข้อความ "ไล่จับคนอื่นเจ้าหน้าที่เทศบาลทำผิดซะเอง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่ดิน แต่รังวัดได้" บางคนถือป้ายข้อความ " หน่วยงานรัฐเลือกปฏิบัติ จ้องเอาผิดคนเดียว อีกร้อยกว่าหลังคาไม่ผิด ความเป็นจริงหรือไม่
จากนั้นชาวบ้านได้พาสื่อมวลชนจากนั้นลงสำรวจภายในชุมชนตลาดริมน้ำพยุหะ ซึ่งมีทั้งร้านค้าและบ้านเรือนที่ปลูกอาศัยอยู่ตามริมน้ำเจ้าพระยา แต่ส่วนใหญ่เป็นที่ไม่มีโฉนด ชาวบ้านอยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยนางสาวทัศย์ณีวรรณ ชี้ให้ผู้สื่อข่าวดูบ้านบางหลังที่ต่อเติม-ปรับปรุงบริเวณหน้าบ้าน จนถนนทรุดเป็นรอยร้าวบริเวณถนนชิดวารีใต้ แต่ทางเทศบาลกลับไม่แจ้งความดำเนินคดีเหมือนที่ทำกับตน
นางสาวทัศย์ณีวรรณ กล่าวว่า บ้านตนเองและชุมชนตลาดเก่าพยุหะ อยู่อาศัยกันมากว่า 100 ปี พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ได้มีการซ่อมแซมบ้าน ของประชาชนในชุมชนกว่า 10 หลังคาเรือน ต่อมามีชาวบ้านบางคน ไปร้องเรียนกับเทศบาลฯ ว่าตนเองรุกล้ำที่สาธารณะ กระทั่งปี 2559 ถูกอดีตนายกเทศบาลพยุหะแจ้งความดำเนินคดีเพียงหลังเดียว และต้องชำระค่าปรับเป็นจำนวนเงินนับล้านบาท แต่บ้านหลังอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กัน ทางเทศบาลกลับอนุญาตให้ซ่อมแซมได้ โดยไม่ถูกดำเนินคดี
“วันนี้พวกตนและชาวบ้านจึงเรียกร้องให้ทางเทศบาลฯ ควรจะบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกัน อย่าสองมาตรฐาน ไม่ว่าจนหรือรวย คุณต้องตรวจสอบเหมือนกันหมด ตนต้องการให้ทางเทศบาลฯ ทำสิ่งที่ควรจะทำ ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง” นางสาวทัศย์ณีวรรณ กล่าว.
ด้านนางวิลาวรรณ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎระเบียบของเทศบาลทุกอย่าง แม้แต่บริเวณหลังบ้านที่ติดริมน้ำก็ไม่เคยต่อเติมทำหน้าต่างหรือฝนังกั้นหลังบ้าน บริเวณข้างบ้านก็ไม่มีประตูและหน้าต่างแต่อย่างใด เพราะเกรงจะถูกร้องเรียน จึงต้องไปซื้อผ้าใบมาปิด แต่ในช่วงหน้าฝนผ้าใบมักพังเสียหาย ก็ต้องเสียเงินไปซื้อมาเปลี่ยนทุกปี อีกทั้งของในบ้านยังหายเป็นประจำเพราะข้างหลังไม่มีที่กั้นปิดถาวรได้แบบหลังอื่น
ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวว่า อยากให้หน่วยงานของรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันไม่ใช่มีคนเดียวถูกดำเนินคดี แต่ที่เหลือกลับไม่มีการดำเนินการ จึงต้องมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้หนึ่งในชาวชุมชนริมน้ำด้วยกัน จึงวอนให้ผู้สื่อข่าวช่วยเป็นกระบอกเสียงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของพวกเธอด้วย.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น