ทีมเศรษฐกิจเพื่อไทย สับยับ

ทีมเศรษฐกิจเพื่อไทย สับยับ รัฐบาลตู่ล้มเหลว
ลั่น “ปลดทุกข์คนไทย ประยุทธ์ต้องออกไป”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย แถลงข่าว เรื่อง “ปลดทุกข์คนไทย ประยุทธ์ต้องออกไป” โดยมีผู้ร่วมแถลงประกอบด้วย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลยและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขาธิการ และกรรมการคณะยุทธศาสตร์และการเมือง

นายพิชัย กล่าวว่า ประเด็น 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะมีคนจำนวนมากไม่พอใจ โดยผลโหวตล่าสุดกว่า 3 แสนคนร่วมโหวต ปรากฏว่า 93.17% ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์แล้ว แถมยังปรากฏข่าวคราวการวิ่งเต้นศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องระบบยุติธรรมที่แย่อยู่แล้วกลับแย่ลงไปอีก ผู้ที่มีหน้าที่ชี้แจง เช่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ก็ไม่ยอมออกมาชี้แจง เหมือนตั้งใจให้คลุมเครือเพื่อเป็นประโยชน์กับ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อได้ยากแล้ว ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้หมดสิ้นแล้ว ยิ่งอยู่ต่อไปประชาชนจะมีทุกข์กันมากขึ้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์กลายเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ไปแล้ว

นายพิชัย กล่าวว่า หากมองความทุกข์ของประชาชน จะพบว่าตอนนี้ประชาชนกำลังประสบความทุกข์ 4 เรื่องดังนี้ 1.ทุกข์จากการมีหนี้ หารายได้ไม่พอรายจ่าย ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หนี้ครัวเรือนในระบบพุ่งขึ้นมาก พุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยเกือบ 15 ล้านล้านบาท พอกู้ระบบไม่ได้แล้วก็ต้องไปกู้หนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมหาโหด พอชำระไม่ได้ก็ถูกซ้อม ถูกทุบตี และอีกไม่นานดอกเบี้ยก็จะขึ้นอีก ซึ่งภาระดอกเบี้ยจะเป็นปัญหาอย่างมากในอนาคต ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน รวมถึงหนี้เสียของธนาคารด้วย นอกจากนี้ คนไทยยังถูกโกงรายวันจาก call center โดยที่รัฐบาลช่วยไม่ได้เพราะแก้ไขไม่เป็น หรือการโกงฟอเร็กซ์ที่เป็นข่าวล่าสุด

2.ทุกข์จากค่าใช้จ่ายสูง ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ สินค้าแพง และล่าสุดต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น หลังจากจ่ายค่าน้ำมันและค่าก๊าซหุงต้มที่พุ่งกระฉูดแล้ว ประชาชนต้องมาจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นอย่างมาก แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับทำได้แค่สอนธรรมะ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งหมายถึงปล่อยตามยถากรรม แทนที่จะไปแก้ไขที่เหตุ ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เสนอไว้แล้ว และที่ตลกร้ายเดิมยิ่งร้ายหนักขึ้น เพราะประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าล้นเกิน แต่เชื้อเพลิงขาดแคลนต้องนำเข้าในราคาสูงมากแล้ว ปรากฏว่าอภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ล่าสุดของไทยคือผู้ผลิตไฟฟ้า แบบนี้จะไม่เรียกว่า พล.อ.ประยุทธ์เอื้อประโยชน์แล้วจะเรียกว่าอย่างไร

3.ทุกข์ของการไม่มีรายได้ หรือรายได้ไม่พอประทังชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำมาตลอด จากการบริหารล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้กระทั่งไตรมาสที่แล้วที่ไทยขยายได้ 2.5% แต่มาเลเซียกลับขยายได้ถึง 8.9% เวียดนามขยายได้ 7.7% และฟิลิปปินส์ขยายได้ 7.4% หรือแม้แต่สิงคโปร์ยังขยายได้ 4.8% อีกทั้งล่าสุดปีที่แล้ว การส่งออกของเวียดนาม (14.4 ล้านล้านบาท) แซงการส่งออกของไทย (9.5 ล้านล้านบาท) ไปแล้วถึง 51% และคงแซงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ตามที่ได้เคยเตือนแล้ว หากเป็นแบบนี้อีกไม่นานเวียดนามคงแซงไทยแน่

4.ทุกข์จากไม่เห็นอนาคต ไม่รู้ว่าประเทศไทยในอนาคตจะไปทางไหน มองไปทางไหนก็มืดมน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จะไม่รู้เลยว่าจะหางานทำได้อย่างไรที่จะมีรายได้ดีๆ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ก็ไม่มี ธุรกิจเทคโนโลยีเหมือนประเทศอื่นก็ไม่เกิด หลายคนจึงไม่อยากมีลูก เพราะกลัวลูกเกิดมาจะลำบาก ประเทศไทยจึงมีประชากรลดลง

“นี่เป็นแค่ทุกข์บางส่วนเท่านั้น ยังมีทุกข์อีกมาก และทุกข์ทั้งหมดนี้เกิดมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น จะปลดทุกข์คนไทยได้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกไป สังคมพูดถึงการทำร้ายทหารรับใช้ของภรรยาน้อยของ ส.ว. ซึ่งน่าจะสะท้อนถึงปัญหาการใช้อำนาจอย่างผิดๆ และ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ใช้อำนาจผิดๆ มาตลอด แถมยังไม่มีความรู้ ซึ่งไม่ควรจะอยู่ต่อไปแล้ว ดังคำสอนที่ว่า ‘พาโล อปริณายโก’ แปลว่า ‘คนโง่ คนพาล ไม่ควรเป็นผู้นำ ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เตรียมนโยบายและแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อดับทุกข์ของประชาชนไว้แล้ว ดังนั้น หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ ขอให้มั่นใจและเลือกพรรคเพื่อไทยกันมากๆ เพื่อจะเราจะได้เข้าไปแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่”นายพิชัยกล่าว

ขณะที่ นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์มีไว้ให้จดจำ ไม่ได้มีไว้ให้เดินซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์กำลังจะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ จากที่เคยเป็นคนกลาง อ้างว่าเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะทำเพื่อชาติ หรือจะเป็นตัวปัญหาซะเอง ซึ่งในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้จะครบระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมามีการถกเถียงในสังคมโดยเฉพาะประเด็นในเรื่องข้อกฎหมายและเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะความหมายและคำอธิบายประกอบมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่มีความว่า การกำหนดระยะเวลาแปดปีไว้เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไป อันจะเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองได้ บัดนี้กำลังจะครบแปดปีในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า และไม่ว่าจะตีความในรัฐธรรมนูญเรื่องของการเริ่มนับระยะเวลาแปดปีเมื่อใด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำของประเทศควรต้องเสียสละโดยการลาออกจากตำแหน่งเพื่อรักษาไว้ซึ่งจริยธรรมทางการเมือง สปิริตทางการเมือง ในอันที่จะป้องกันวิกฤตทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนทั้งประเทศ และความพยายามในการสืบทอดอำนาจ เพื่อปกป้องปิดบังความผิดพลาดจากการบริหารประเทศตลอดระยะเวลาแปดปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะความตกต่ำของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตรั้งท้ายในอาเซียน และในประเด็นทุจริตที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เปิดประเด็นไว้ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา

นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า ในเรื่องความตกต่ำของเศรษฐกิจ ผลการสำรวจของ Japan Center For Economic Research พบว่า ภายใต้ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจทั้งโควิด สงครามรัสเซีย ยูเครน รวมถึงเงินเฟ้อที่สูงเช่นเดียวกันทั้งภูมิภาค แต่เศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้นำพาเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกขยายตัวต่ำสุดใน 5 ชาติของอาเซียน โดยเติบโตเพียง 3.1% พี่น้องชาวไทยจะหวังพึ่งรัฐบาลที่ไม่กล้าตัดสินใจคัดคนเก่งมาทำงาน ทำเพียงเพื่อหวังอยู่ในอำนาจต่อ

“ตลอด 8 ปี ในการบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์มีแต่ข่าวคราวการทุจริต โดยเฉพาะ 5 ปีหลังดัชนีความโปร่งใสทรุดลงตลอดจากอันดับที่ 96 ในปี 2560 ลงมาถึงอันดับที่ 110 ในปี 2564 ซึ่งแสดงถึงการทุจริตที่เพิ่มขึ้นมาตลอดจากการตรวจสอบขององค์กรต่างประเทศ Transparency International ซึ่งหากปล่อยให้บริหารต่อไปการทุจริตจะยิ่งเพิ่มขึ้น”นายเลิศศักดิ์ กล่าว

ส่วน นายศรัณย์ ได้กล่าวถึงปัญหาการฉ้อโกงประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างมาก และสร้างความเสียหายต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเป็นวงกว้าง ปัญหาการหลอกลวง การฉ้อโกงประชาชนไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย สิ่งที่น่าใจหายคือ ปัญหาดังกล่าวดูเหมือนจะยังทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทำให้กลุ่มมิจฉาชีพเข้าหาประชาชนได้หลากหลายช่องทางกว่าแต่ก่อน ประสานกับความไม่เอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหา และคุ้มครองประชาชนของภาครัฐ ทำให้มีประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ สูญเสียทรัพย์สิน อีกทั้งยังกระทบความเชื่อมั่นในภาพรวมของประเทศ จากการที่มีกลุ่มมิจฉาชีพจากต่างชาติเข้ามาทำการหลอกลวงมากขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังคงไม่สนใจ ไม่ตั้งใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

“สอท. หรือ ปอท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกลับไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากทั้งขาดกำลังพล ขาดอุปกรณ์และผู้มีความรู้เฉพาะทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กลับมุ่งความสนใจและกำลังพลในการปิดปาก และต่อต้านข่าวที่เป็นผลเสียกับรัฐบาล เรื่องเหล่านี้ยิ่งเห็นได้ชัดหลังจากได้ดูรายละเอียดในเอกสารงบประมาณปี’66 ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ในสภาขณะนี้ หน่วยงานและโครงการซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และรับปัญหาของประชาชนผู้ถูกโกงผ่านช่องทางต่างๆ กลับเป็นโครงการที่ถูกปรับลด แต่โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องรัฐบาล กลับได้งบประมาณเต็ม ทั้งที่ไม่สามารถแสดงผลการทำงานได้อย่างเหมาะสม ตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจของตนมากกว่าความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งผลสุดท้ายความเสียหายที่เกิดจากความไม่เอาไหนและไม่ใส่ใจของรัฐบาลก็ตกกับประชาชน ในยุคสมัยที่การบริหารประเทศล้มเหลวในทุกด้าน ประชาชนกลับต้องเจอกับขบวนการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่ผู้นำรัฐบาลไม่สนใจแก้ไข สนใจแต่หาทางโกงเวลา ยืดอายุการอยู่ในอำนาจของตัวเองเพียงอย่างเดียว”นายศรัณย์กล่าว

ด้าน นายอนุสรณ์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานะ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องลุ้น แต่ที่ไม่ต้องลุ้นคือเสียงประชาชน เพราะมีการสรุปผลโหวตเสียงประชาชน ครั้งที่ 2 พบว่า 93.17% โหวตไม่ควรให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี หากใครคิดจะวิ่งเต้นช่วยเหลือกันอย่างไรให้ฟังเสียงประชาชนให้ดี พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามทำไมข้าวของแพง ค่าไฟแพง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นราคา การที่ พล.อ.ประยุทธ์อ้างธรรมะ เป็นการสารภาพว่าตัวเองไร้ฝีมือ ไม่มีวิธีแก้ปัญหา เลยปล่อยลอยแพประชาชนตามยถากรรม ความจริงถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะอ้างอริยสัจ 4 ควรนำมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตกรณี 8 ปีประยุทธ์ จนแฮชแท็ก #นายกเถื่อน พุ่งติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยจะดีกว่า

“8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์น่าจะได้ทำในสิ่งตัวเองอยากทำมาเกือบครบหมดแล้ว เหลือเพียงการได้ถ่ายรูปกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่จะมาประชุมเอเปคเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูล หากใครการันตีได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้รับสิทธิถ่ายรูป เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจตัดสินใจในทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติก็เป็นได้” นายอนุสรณ์กล่าว

ความคิดเห็น

ข่าวฮอตชัดทุกกระแส

วิเคราะห์ เจาะลึก วัตถุมงคลหลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน

“ธรรมาภิบาล”เร่งหารือ กกต.ให้จัดการเลือกตั้งใหม่

ฟุตบอลสูงอายุชิงถ้วย ร.10 68 ทีมร่วมฟาดแข้ง

ชมรมทหารพราน ค่ายปักธงชัย แจกข้าวสาร อาหารแห้ง ณ​ ชุมชนชาวคลองลัดภาชี

ราชกรีฑาสโมสรจัดศึกกีฬาม้าแข่งไร้พนันชิงชัยแบบนิวนอร์มัล

ทนายอนันต์ชัย โพสต์ FB ระบุ

สหภาพธอส.ร้องแบงก์ชาติ