เปิดประวัติ “บิ๊กราญ”

เปิดประวัติ “บิ๊กราญ” แคนดิเดตชิงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนที่ 16 

.
“สำราญ นวลมา” ชื่อนี้ไม่มีโชคช่วย มีแต่ทุกหน้างานที่เคยผ่าน “จะหน้างานแบบไหน โรงพักแบบใด ผมผ่านมาหมดแล้ว”
 
ในวงการสีกากี นายพลขึ้นเก้าอี้กันมาเป็นรุ่นแล้วรุ่นเล่า ส่วนใหญ่ชื่อก็เลือนไปตามตำแหน่งที่พ้นไป แต่มีบางชื่อที่ติดอยู่ในความจำคนโดยไม่ต้องจงใจจำ เพราะทุกครั้งที่มีเรื่องร้อนระดับชาติ ชื่อนั้นมักโผล่มาเป็นอันดับแรกๆเสมอ

“สำราญ นวลมา” เป็นหนึ่งในนั้น คนในวงการเรียกเขาว่า “บิ๊กราญ” จบเตรียมทหารรุ่น 34 นายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 50 พ่อแม่ทำมาหากินแบบคนธรรมดา ไม่มีนามสกุลดัง ไม่มีเส้นสาย เริ่มต้นเหมือนตำรวจหนุ่มทั่วไปที่เดินเข้าโรงพักวันแรกด้วยมือเปล่า

เรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้ คือจุดเริ่มต้นของเขานั้นไม่ได้เริ่มจากความฝันอยากใส่เครื่องแบบ แต่มาจากความทรงจำในวัยเด็กผ่านเรื่องเล่าที่เห็นพ่อตัวเองถูกผู้มีอิทธิพลรังแกแบบไม่มีทางสู้ ตอนนั้นไม่มีใครช่วยได้ กลายเป็นเชื้อไฟที่จุดปณิธานให้ลุกโชนแล้วบอกตัวเองว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นคนที่คนแบบพ่อพึ่งได้ 

สามสิบกว่าปีต่อมา เขากลายเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเส้นทางที่เดินมาตลอดนั้น ไม่มีคำว่าโชคช่วยอยู่เลย
 
ปี 2540 เขาเริ่มงานแรกในชีวิตราชการที่ สน.พระโขนง ตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน งานที่ดูธรรมดาที่สุดในสายตาคนนอก นั่งฟังคนเดือดร้อนมาร้องทุกข์ทุกวัน ทำสำนวน รวบรวมหลักฐานทีละชิ้น แต่ใครจะรู้ว่างานเอกสารที่เต็มไปกระดาษสุดแสนน่าเบื่อนี่แหละ คืองานที่สอนให้เขาเข้าใจว่าโรงพักคือ สถานที่ที่ประชาชนใช้ตัดสินตำรวจทั้งระบบ จากนั้นเส้นทางก็ไม่เคยซ้ำเดิม 

ปี 2546 ก้าวสู่งานสืบสวนที่ สน.ทองหล่อ นำความรู้ประสบการณ์ที่สั่งสมจากงานสอบสวนมาผสานกับงานสืบสวน จนรู้ว่าสองศาสตร์นี้แยกกันไม่ได้ จะจับคนร้ายต้องมีสายตานักสืบ จะเอาผิดได้ต้องมีหลักฐานแบบร้อยเวร ไม่กี่ปีต่อมาก็เข้าสู่หน่วย 191 หรือกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ที่นี่กลายเป็นบ้านหลังที่สอง ที่แทบจะหล่อหลอมชีวิตราชการตำรวจเพราะอยู่นานสุด จากสารวัตรขึ้นไปถึงผู้บังคับการ ผ่านหน้างานทั้งงานป้องกันปราบปรามแทบทุกรูปแบบ ตั้งแต่ล่ามือปืนรับจ้าง ตามรอยโรงงานผลิตปืนเถื่อน ไปจนถึงวางระบบสืบสวนยาเสพติดผ่านโซเชียลมีเดียที่ตำรวจรุ่นหลังยังใช้กันอยู่จนทุกวันนี้

ปี 2554 ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ซัดโรงพักจนพังจนใช้งานไม่ได้ คนอื่นอาจรอให้น้ำลดแล้วค่อยจัดการ แต่เขาลุยน้ำตรวจพื้นที่ ย้ายที่ตั้งทำงานชั่วคราว แล้วฟื้นฟูโรงพักให้กลับมาเปิดรับแจ้งความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนอาศัยเวลาที่อยู่เดินหน้าปรับปรุงบ้านหลังนี้ ที่ สน.ดอนเมือง จนได้รับการยกย่องให้เป็นสถานีตำรวจดีเด่น ไม่ใช่แค่หน้าบ้านที่สวยงามแต่ยังการันตีด้วยผลงาน สถานีตำรวจแห่งนี้ยังสามารถจับกุมและคลี่คลายคดีอุกฉกรรจ์สำคัญได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทำนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เป็นบทพิสูจน์ที่สะท้อนว่าผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่นั่งรอคำสั่ง แต่เป็นคนที่ลงไปทำให้เห็นด้วยตัวเอง  
 
จากร้อยเวรสอบสวน นักสืบ งานป้องกันปราบปราม งานจราจร จนถึงงานอำนวยการ มีตำรวจไม่กี่คนนักที่ผ่านมาครบทุกหน้างานแบบนี้จริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่พอถึงวินาทีต้องตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤต เขามักรู้ทันทีว่าควรส่งใครไปทำอะไร ด้วยคติที่ “Put the right man on the right job”
 
เมื่อวิกฤตมา เขาคือคนที่ลงมือ . . . 

ในวันที่เสียงปืนดังสนั่นเรื่องราวที่ฝังใจคนไทยตลอดมา (8 กุมภาพันธ์ 2563) จากทหารคลั่งบุกกราดยิงในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช จับตัวประกัน เสียชีวิต 31 ราย บาดเจ็บ 58 คน ตอนนั้นเขาคุมกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ได้รับคำสั่งให้นำชุด “อรินทราช 26” เข้าคลี่คลายเหตุการณ์กราดยิงครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย เพราะคนร้ายคือทหารยิงปืนมือโปร มีตัวประกันติดอยู่ในมือ เจรจาไปเท่าไหร่ก็ไม่ขยับ เสียงปืนดังเป็นระยะ ๆ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอีกขั้น จนรุ่งเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปฏิบัติการเด็ดขาดก็เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่วิสามัญคนร้ายได้ สถานการณ์จบลงโดยตัวประกันส่วนใหญ่ปลอดภัย 

ปี 2564 ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล โจทย์ที่รออยู่คือม็อบที่สามเหลี่ยมดินแดง เผาป้อมจราจร เผารถตำรวจ ปะทะกับชุดควบคุมฝูงชนไม่เลิก เขาดึงวิชาสืบสวนที่สั่งสมมาทั้งชีวิตออกมาใช้ ติดกล้องวงจรปิดอำพรางทั่วพื้นที่เพื่อดูความเคลื่อนไหวที่ตาเปล่ามองไม่เห็น คัดกรองคนเข้าออก คุมพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วลงไปเดินคุยกับคนในพื้นที่ด้วยตัวเอง ใช้เวลาประมาณ 10 วัน สถานการณ์ที่ลากยาวมาเดือนกว่าก็กลับสู่ความปกติ

24 มิถุนายน 2568 ตอนนั้นนั่งเก้าอี้ รอง ผบ.ตร.ได้รับแจ้งด่วนจากพังงาว่าเจอนาฬิกาต่อสายไฟในรถต้องสงสัย นั่นคือชนวนระเบิด สั่งขยายผลทันที จนรู้ว่ามีการมาร์คจุดระเบิด 16 จุด ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ พบว่าไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายทั่วไป แต่เป็นกลุ่มแกนนำผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ จ้างคนมาวางระเบิดเพื่อบ่อนทำลายเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภูเก็ต พังงา กระบี่ รวมถึงในสนามบินนานาชาติภูเก็ต เขาสั่งขยายผลทันที โดยให้ทีมEODและพิสูจน์หลักฐานกู้ระเบิดได้ครบทุกจุด ไม่มีอะไรระเบิดสักลูก

จากเหตุสะเทือนขวัญโคราช สู่ม็อบดินแดง จนเหตุระเบิดข้ามจังหวัด ทุกครั้งที่เรื่องร้อนระดับชาติเกิดขึ้น ชื่อของเขาคือชื่อที่ถูกเรียกให้เข้าไปจัดการ
 
คดีที่ไร้เสียงปืน แต่อันตรายกว่าเดิม ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เชื่อมโลกที่ INTERPOL 

ในวันที่โลกอาชญากรรมที่ไม่เหมือนเดิม ตำรวจที่ไม่ใช่แค่บู๊เป็น แต่ต้องอ่านเกมอาชญากรยุคใหม่ออกด้วย เพราะวันนี้แก๊งอาชญากรไม่ได้ใช้แค่ปลายกระบอกข่มขู่ มาด้วยเอกสารปลอม บริษัทบังหน้า และเครือข่ายการเงินที่ซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า จะตามให้ทันต้องอ่านเกมให้ออกไม่ใช่แค่บู๊เก่ง เพราะแม้คดีแบบนี้จะไร้เสียงปืน แต่เสียงโอดครวญของพี่น้องประชาชนที่ถูกหลอกเป็นจำนวนมาก คือ สิ่งที่เขาต้องอ่านเกมให้ทัน

20 มิถุนายนที่ผ่านมา ทีมของเขาบุกทลายเครือข่าย “นอมินีต่างชาติ” ในภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรวจพบบริษัทนิติบุคคลรวมกันกว่า 37,000 บริษัทใน 3 จังหวัด มีกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินีกว่า 1,450 บริษัท คนต่างด้าวใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน ตั้งพูลวิลล่าหรู ปลอมเอกสาร หนักถึงขั้นเอาลายมือคนที่เสียชีวิตไปแล้วมาสวมในเอกสารราชการ งานนี้ไม่ได้จบในวันเดียว เดินหน้าทลายเครือข่ายมาแล้ว 3 เฟสตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ล่าสุดที่เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี ดำเนินคดีไปแล้ว 105 คดี จับผู้ต้องหาหลายสัญชาติ ทั้งรัสเซีย อิสราเอล ฝรั่งเศส ยูเครน เกี่ยวพันกับที่ดินกว่า 80 ไร่

มองอย่างผิวเผินอาจคิดว่างานแบบนี้ใช้แรงน้อยกว่าบุกจับ แต่หากใคร่ครวญให้ดี นี่คือการใช้ไหวพริบ การปรับเกมที่ใช้สมองมากกว่าหลายเท่า ต้องอ่านเกมให้ขาด ต้องรู้กฎหมาย ต้องไล่เส้นทางการเงิน และต้องอดทนสาวไปให้ถึงตัวคนที่อยู่หลังนอมินีให้ได้ ไม่ใช่งานที่จบด้วยการบุกจับครั้งเดียวแล้วตั้งโต๊ะแถลงข่าว

ในเวทีโลก เขาเป็นตัวแทนไทยไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ INTERPOL ที่กลาสโกว์ ร่วมโต๊ะกับตำรวจระดับบริหารจากกว่า 169 ประเทศ คุยกันเรื่องที่จะกำหนดทิศทางงานตำรวจโลก ทั้งเทคโนโลยีชีวมาตรอย่างจดจำใบหน้า ลายนิ้วมือ DNA การเอา AI มาพยากรณ์อาชญากรรม และการผูกเครือข่ายความมั่นคงระดับโลกให้แน่นขึ้น 
 
“ไม่มีฮีโร่คนเดียวในสนามที่มองไม่เห็นศัตรู” 

คนที่เคยลุยหน้างานมาก่อนย่อมรู้ว่าหน้างานจริงต้องการอะไร ประชาชนจะปลอดภัยได้ ถ้าตำรวจมีอาวุธครบมือ ตอนนั่งเก้าอี้รอง ผบ.ตร. เขาผลักดันให้จัดเสื้อเกราะกันกระสุนสวมทับเครื่องแบบ แจกให้สายป้องกันปราบปรามกับสายสืบสวนรวมกัน 14,000 ตัว พร้อมอุปกรณ์ที่หน้างานจริงต้องการอย่างโดรนตรวจจับความร้อน กล้องตรวจการณ์กลางคืน โทรศัพท์ดาวเทียม ไม่ใช่ของโชว์ แต่เป็นของที่ใช้แล้วรอดตายได้จริงเขาลงพื้นที่เองเป็นประจำ ไม่ว่าน้ำท่วม ม็อบ หรือวิกฤตแบบไหน เพราะเชื่อว่าผู้นำที่ใช้ได้จริงต้องนำด้วยการทำให้เห็น ไม่ใช่นั่งสั่งการอยู่บนโต๊ะ ประกอบกับหลักการที่ยึดมาตลอดคือจัดคนให้ตรงกับงาน เพราะรู้ดีว่างานตำรวจไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยฮีโร่คนเดียว มีแต่ทีมที่ทุกคนถูกวางอยู่ในที่ที่ใช้ความสามารถได้เต็มที่
 
เด็กชายจากเพชรบุรีในวันนั้นเดินทางสู่เส้นทางราชการตำรวจของ พล.ต.อ.สำราญ  นวลมา จากนายร้อยตำรวจหนุ่มที่ไม่เคยเลือกงานง่าย สู่ผู้บังคับหน่วยที่คลี่คลายวิกฤตระดับชาติมาแล้วหลายครั้ง มองย้อนกลับไป เขาไม่ได้เดินมาถึงเก้าอี้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วยโชคช่วยสักนิด สิ่งที่เห็นประจักษ์แล้วคือ ล้วนมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมทุกหน้างานที่เคยผ่านมาจริง และความเที่ยงธรรมที่ไม่เคยทิ้งตลอดเส้นทาง

ดั่งที่ เติ้ง เสี่ยวผิง เคยกล่าวไว้ “ไม่สำคัญว่าแมวจะสีอะไร ขอเพียงจับหนูได้ก็พอ” คำกล่าวนี้คือคติในการทำงานของ พล.ต.อ.สำราญ  นวลมา ที่เน้นผลสัมฤทธิ์มากกว่าความแตกต่างในรายละเอียด 

“ในทำนองเดียวกัน สิ่งสำคัญสำหรับผม คือการเป็นผู้นำตำรวจของทุกคนอย่างแท้จริง ไม่แบ่งแยกสถาบัน ไม่แบ่งแยกภูมิภาค และไม่แบ่งพวกแบ่งฝ่าย แต่ผมขอยึดผลประโยชน์ขององค์กรและประชาชนเป็นสำคัญ เพราะไม่ว่าจะหน้างานแบบไหน โรงพักแบบใด ผมผ่านมาหมดแล้ว”

นั่นคือคำพูดที่ออกมาจากปาก รอง ผบ.ตร. คนนี้ ที่ไม่ใช่ประโยคโปรยสวยๆ แต่คือบทสรุปชีวิตราชการตำรวจกว่าสามสิบปีของชายคนหนึ่ง ที่ยังเชื่อเหลือเกินตั้งแต่วันแรกว่าตำรวจคือที่พึ่งสำคัญของประชาชน และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นตลอดชีวิตการทำงานว่าปณิธานที่ตั้งไว้ เขาทำได้มาเสมอ


ความคิดเห็น