ยศชนัน จับมือ สถานทูตฝรั่งเศส
ยศชนัน จับมือ สถานทูตฝรั่งเศส ใช้โมเดล ‘มหาวิหาร น็อทร์-ดาม’ บูรณะมรดกไทยด้วยวิทย์ขั้นสูง โชว์เคสฟื้นคืน ‘กระจกเกรียบวัดพระแก้ว-โบราณสถานสุโขทัย’
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น.
ที่ห้องคริสตัลบอลรูม ชั้น 2 โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานเสวนาวิชาการ Heritage Science Forum ครั้งที่ 1 “จุดเริ่มต้น : การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม” (The 1st Heritage Science Forum “The Starting Point: Applying Advanced Science to Preserve and Enhance Cultural Heritage”)
จัดโดยสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค. หรือ PMUB) ภายใต้กระทรวง อว. ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยมีนายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. นายณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ บพค. ภายใต้ รวพ.และคณะผู้บริหารหน่วยงานใน อว.เข้าร่วม
นายยศชนัน กล่าวว่า เวทีในวันนี้มิได้เป็นเพียงการประชุมวิชาการ หากแต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของภาครัฐไทยที่ชูยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ต้องรับใช้สังคมสอดคล้องกับนโยบาย อววน. ที่เน้นการบูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์ (STEM) และสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ (SHA) ประเทศไทยเรามีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มั่งคั่ง ตั้งแต่อดีตกว่าพันปีของล้านนา มาถึงสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงกรุงเทพฯ รวมถึงพื้นที่สำคัญอย่างพิมาย
“นักวิทยาศาสตร์เราทำงานเพื่ออนาคต แต่จะดียิ่งขึ้นหากเราเรียนรู้จากอดีตเพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ การเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เรา ‘ไม่ต้องไปเสียเวลานับหนึ่งใหม่’ (Reinvent the wheel) และสามารถต่อยอดองค์ความรู้จากบรรพบุรุษได้อย่างแม่นยำ หากประวัติศาสตร์โลกขาดจิ๊กซอว์จากมรดกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไป ประวัติศาสตร์นั้นย่อมไม่สมบูรณ์ วิทยาศาสตร์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเผยความลับและปริศนาที่ถูกซ่อนอยู่ในโบราณสถานและโบราณวัตถุของเรา” นายยศชนัน กล่าว
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงอย่าง แสงซินโครตรอน (Synchrotron) , เทคโนโลยี LiDAR , เรดาร์ทะลุพื้นดิน (GPR) หรือแม้แต่การคำนวณพลศาสตร์ของไหล (CFD) ที่เคยใช้ในงานวัสดุศาสตร์ชั้นสูง บัดนี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อถอดรหัสและบูรณะมรดกโลก นอกจากนี้ยังสนใจการนำ ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) เช่น ซีเมนต์ที่เยียวยาตัวเองได้ (Self-healing cement) มาใช้ซ่อมแซมและปกป้องโบราณสถานจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
ซึ่งเป็นความท้าทายระดับโลก นอกจากด้านเทคนิคแล้วเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการสร้าง Storytelling เพื่อยกระดับสู่การเป็น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่นักท่องเที่ยวจะไม่เพียงแค่มาชมความงาม แต่จะได้ซึมซับเรื่องราวและคุณค่าที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์กลับไป
“การจับมือกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสในครั้งนี้ ช่วยให้การทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) เป็นภาษากลางสำหรับสร้างพันธมิตรทางปัญญา เราต้องการสร้าง วิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) ที่นักวิจัยไทยและฝรั่งเศสสามารถแชร์เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ และงบประมาณร่วมกัน เช่น ทุน Horizon ของสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยมีศักยภาพในระดับโลก และนำไปสู่การจัดตั้งหลักสูตรขั้นสูงด้าน Heritage Science ในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนี้แห่งภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง” นายยศชนัน กล่าว
ภายในงานได้มีการนำเสนอกรณีศึกษาระดับโลก (Global Case Studies) โดย Dr. Sigrid Mirabaud จากกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในหัวข้อการเชื่อมโยงงานวิจัย พิพิธภัณฑ์ และการอนุรักษ์ พร้อมด้วย Dr. Ann Bourges จากศูนย์วิจัยและบูรณะพิพิธภัณฑ์แห่งชาติฝรั่งเศส (C2RMF) ที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การรับมือความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการบูรณะ มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งกรุงปารีส (Notre-Dame de Paris) ซึ่งเป็นต้นแบบการจัดการมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญของโลก
ขณะที่ภาควิชาการไทย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้บรรยายถึงทิศทางโบราณคดีไทยจากอดีตสู่อนาคต และ ดร.วันทนา คล้ายสุบรรณ์ จากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอการใช้แสงซินโครตรอนฟื้นคืนเทคโนโลยีการผลิต “กระจกเกรียบ” แห่งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่หายไปเกือบศตวรรษ
นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ “The Journey of Heritage Science” ที่จัดแสดงผลงานวิจัยเด่น 6 โครงการ ที่เน้นการใช้การวิเคราะห์เชิงคำนวณ (Computational Analysis) และเทคโนโลยีขั้นสูงในการถอดรหัสประวัติศาสตร์ อาทิ การถอดรหัสทองคำโบราณแห่งปราสาทหินพิมาย การฟื้นคืนกระจกจืนแห่งล้านนา การวิเคราะห์เชิงคำนวณ (Computational Analysis) เพื่อบูรณะจิตรกรรมฝาผนังโบราณ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี LIDAR ในการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีในเขตเมืองเก่าสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร โดยความร่วมมือระหว่างสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (EFEO) กับกรมศิลปากร
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น